Categories
ไม่มีหมวดหมู่

มาทำความรู้จักผู้กำกับ No Time to die 2020 กันดีกว่าครับ

ถ้าใครรู้จักและติดตามผลงานของสายลับ 007 อย่างเจมส์บอนด์คงจะรู้กันดีแล้วว่าภาค No Time to die นี้จะเป็นภาคสุดท้ายของพระเอกอย่าง Daniel craig ที่เข้านั้นจะได้รับบทบาทเป็นเจมส์บอล ครั้งสุดท้าย ทำให้มีกระแสมากมายครับในตอนนี้ว่าหนังนั้นจะออกมาประทับใจสมความคาดหวังของผู้ชมได้หรือไม่ และยังยกทัพนักแสดงมามากมายด้วยกันครับสำหรับภาพยนตร์ No Time to die นี้ ดังนั้นแล้วหนังจะดีหรือว่าไม่ดีนั้นมันก็ต้องคงมาดูผู้กำกับก่อนว่าเราจะฝากความหวังไว้ได้มากน้อยแค่ไหนครับเอาเป็นว่าเราไปดูเรื่องราวเกี่ยวกับ No Time to die ในบทความนี้กันดีกว่าว่าผมนำเรื่องราวอะไรมาฝากกันบ้าง

นักแสดงใน No Time to die มีแต่คนคุณภาพ

ก็อย่างที่บอกไปว่ามันเป็นหนังภาคสุดท้ายในฝีมือการแสดงของพระเอกที่เราชื่นชอบ มันก็คงไม่แปลกถ้าหนังเรื่องนี้จะขนทัพนักแสดงที่มีความสามารถและมากหน้าหลายตามาอยู่ในหนังเรื่องนี้ไปเริ่มต้นกันที่สาวสวยคนนี้กันก่อนเลยครับ Ana de Armas สาวสวยหน้าตาน่ารักน่าชังมากๆคือฝากผลงานไว้มากมาย ถ้าใครยังจำเธอได้ผลงานล่าสุดที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงก็คงจะเป็นเรื่อง Knives Out ในบทบาทของ Marta Cabrera

ซึ่งในครั้งนี้เธอก็ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากหนังเรื่องเดิมมาเป็นสาวสวยสายลับสุดเซ็กซี่ใน No Time to die

ตามมาด้วยนักแสดงสาวมากฝีมืออีกคนหนึ่งและเป็นขวัญใจใครหลายๆคนครับเธอคนนั้นก็คือ Léa Seydoux ถ้าใครยังจำเธอไม่ได้หรอกอ้อผมแนะนำให้ไปหาหนังเรื่องที่มีชื่อว่า Blue Is The warmest Color รับรองว่าหนังเรื่องนี้เดือดมากๆครับเพราะว่าเป็นหนังที่มีฉากรักอันเร่าร้อนระหว่างหญิงรักหญิง  และเธอยังแสดงใน James Bond spectre ด้วย อีกหนึ่งสาวที่น่าจับตามองและไม่รู้ว่าเธอนั้นจะมีบทบาทสำคัญอะไรในหนังเรื่องนี้ก็คือ Naomie Harris ผมไม่อยากบอกอะไรมากอยากให้ไปลุ้นเอาในหนังกันแล้วกันครับ

มาดูฝั่งของทางด้านนักแสดงชายกันบ้างครับ หนังได้นักแสดงชายอย่าง Rami Malek ถือได้ว่าเป็นนักแสดงเจ้าบทบาทมากๆและโด่งดังเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกเลยนะครับไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่องโบฮีเมียนแรปโซดี ในปี 2018 และภาพยนตร์ซีรีส์เรื่อง Mister Robot ใครเคยชมผลงานของเขาก็คงจะรู้ดีกันอยู่แล้วว่าฝีมือการแสดงของเขานั้นน่าจับตามองแค่ไหน ตามมาด้วย Ben Whishaw ยังคงกลับมารับบท Q ให้กับสายลับ 007 นะครับในภาคนี้ แถมยังเป็นขวัญใจสาวๆอีกด้วย อีกหนึ่งนักแสดงคุณภาพก็คงจะหนีไม่พ้นคนนี้เลยครับ Ralph Fiennes หรือว่า หลอดวอเดอะมอ ของเรานั่นเอง แต่ว่าเฮียก็ยังได้รับบทสำคัญในภาพยนตร์เรื่อง The king’s man ด้วยเราก็ดูหนังเรื่องนี้ไปพลางๆก่อนละกันครับก่อนที่จะไปดู The King’s Man ในปีหน้า

และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของนักแสดงทั้งหมดในภาพยนตร์เรื่องเจมส์บอนด์ 007 ภาค No Time to die เท่านั้น ต่อไปผมว่าเราไปทำความรู้จักกับผู้กำกับหนังเรื่องนี้กันดีกว่าครับ

ผู้กำกับ No Time to die สุดท้ายแล้วก็คือ Cary Joji Fukunaga

อันดับแรกมาทำความรู้จักกันเบื้องต้นกันก่อนครับว่าเขานั้นเป็นใครมาจากไหนโดยผู้กำกับอย่าง Cary Joji Fukunaga ตัวเขานั้นเกิดวันที่ 10 กรกฎาคมปี 1977 ที่โอ๊คแลนด์รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขานั้นได้มากำกับแทนผู้กำกับเก่าอย่างแดนนี่บอยที่ถอนตัวออกไปเนื่องจากความเห็นไม่ลงรอยกับทางสตูดิโอ และก่อนหน้านี้ก็มีชื่อผู้กำกับมากมายก่อนที่จะตกมาอยู่ในมือของแครี่ ไม่ว่าจะเป็น คริสโตเฟอร์ แมคควอร์รี จาก Mission: Impossible – Fallout , เดนิส วิลล์เนิฟ จาก Arrival  , เดวิด แม็คเคนซี จาก Hell or High Water  หรือแม้กระทั่งผู้กำกับอัจฉริยะอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน จาก TENET ที่เพิ่งเข้าโรงไป

ผู้กำกับกับของเรานั้นเขาเป็น ชายที่มีผิวเหลืองแต่หน้าตาไปในทางยุโรปเพราะว่าเขามีนามสกุลเป็น Asia  รู้อย่างนี้ก็คงจะบ่งบอกได้แล้วว่าเขานั้นมีเชื้อสายที่ผสมผสานกันอย่างหลายก็เพราะว่าพ่อของเขานั้นเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นอเมริกัน ซึ่งพ่อของเขาเกิดในค่ายกักกันช่วงของสงครามโลกครั้งที่ 2  ฝั่งด้านของคุณแม่นั้นเป็นสาวลูกครึ่งสวีเดนอเมริกัน ตอนที่แครี่นั้นอายุได้เพียง 4 ขวบพ่อของแม่เขาก็แยกทางกัน คุณพ่อนั้นได้แต่งงานใหม่กับสาวสวยอาร์เจนตินาขณะที่คุณแม่ของเขานั้นแต่งงานใหม่กับหนุ่มชาวเม็กซิกันอเมริกัน

ด้วยปัญหาทางด้านครอบครัวทำให้เขานั้นต้องย้ายบ้านอยู่บ่อยๆมีช่วงหนึ่งที่ kerry ได้ไปอาศัยอยู่ในประเทศเม็กซิโก ก่อนที่เขานั้นจะกลับมาใช้ชีวิตในรัฐแคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกา และก็ยังย้ายไปเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นซานฟรานซิสโก อัลบานี่   และเมืองอื่นๆอีกมากมายจนสุดท้ายมาอยู่ที่โอ๊คแลนด์ ทำให้ตัวของผู้กำกับนั้นมีความหลากหลายด้านวัฒนธรรมมากมายและเขานั้นรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากสังคมโดยทั่วไปเพราะว่าเขาอยู่ไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่นของเขานั้นค่อนข้างที่จะแปลกและแตกต่างเพราะว่าเขานั้นอย่าเป็นคนผิวสีมากกว่าลูกครึ่งเอเชียซะอีก

ดังนั้นแล้วเรื่องที่แครี่หันความสนใจและมีความหมกมุ่นมากที่สุดอยู่ในใจตลอดมานั่นก็คือประเด็นของด้านตัวตนของคนและวัฒนธรรมจนเขานั้นได้ก้าวสู่โลกของวงการภาพยนตร์ เขาได้ตัดสินใจเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์คสาขาภาพยนตร์ และด้วยทุนการศึกษาที่กู้ยืมทำให้เขานั้นเป็นหนี้จากการเรียนมากกว่า 3 ล้านบาทและมันก็เป็นแรงผลักดันให้เขานั้นเริ่มสร้างภาพยนตร์